ลำโพงพ้นเบิร์น หรือยัง

จะรู้ได้อย่างไรว่า ลำโพงพ้นเบิร์นแล้ว ??

คำถามนี้เชื่อว่าคาใจหลายๆคน ที่ซื้อลำโพงใหม่เอี่ยม หรือกับลำโพงที่ห่างหายการใช้งาน เป็นช่วงที่เรียกว่าทรมานเลยทีเดียว ใจก็อยากได้ยินเนื้อแท้ของลำโพง แต่กว่าลำโพงจะสุกได้ที่ก็ต้องใช้ความอดทน ในช่วง burn-in period นั้นเอง วันนี้เลยมาเขียนจุดสำหรับสังเกตดูว่า ลำโพงพร้อมใช้งาน หรือยัง

ปกติช่วงของการ run-in ของลำโพง หรือที่เราๆ ท่านๆ เรียกว่าการเผาลำโพง (loudspeakers burning) จะอยู่ในระยะเวลาประมาณ 150-300 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับคุณสมบัติของลำโพงในยี่ห้อต่างๆ เช่นหากคุณเปิดเพลงในระดับความดังไม่ต้องมากนัก 8 นาฬิกา เปิดทิ้งไว้ตลอดระยะเวลา 2 สัปดาห์ เท่ากับคุณจะเบิร์นลำโพงไปแล้ว 336 ชม. เป็นต้น แต่หากใช้แผ่น Burn-in CD อย่าง PAD หรือ TARALABS CASCADE NOISE BURN-IN CD

ก็จะช่วยย่นย่อระยะการเผาลำโพงลดลง เช่น เปิดแผ่น PAD 5 ชม. จะเท่ากับ 24 ชม.ของปกติ (1 รอบ cd ใช้เวลาประมาณ 74 นาที) ดังนั้น ถ้าคุณต้องการ 200 ชม. คุณจะต้องเปิด แผ่น PAD เป็นเวลาประมาณ 41 ชม.

คุณโดยสามารถสังเกต (ทดลองฟัง) ตั้งแต่ชั่วโมงแรกๆที่ลำโพงถูกต่อเข้ากับระบบ ให้ลองสังเกตความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทีละ 50 ชม.ก็ได้ และจดบันทึกไว้ จากเพลงที่คุณคุ้นเคย ทั้งดุลเสียงทั้งสาม (ทุ้ม กลาง แหลม), Timbre หรือความสมจริงของชิ้นดนตรี, Sound Image , Sound stage, Dynamic Contrast, Dynamic Length

ตัวอย่างข้อสังเกต
- เสียงย่านความถี่ต่ำ จำพวกเสียงกลอง จะตึง แข็ง เมื่อผ่านการเผาไปสักระยะเวลาหนึ่ง เสียงจะมีความหนักแน่นมากขึ้น อาการบวม- เบลอจะลดน้อยลง เบสจะลงได้ลึกมากขึ้น
- เสียงย่านความถี่กลาง ให้สังเกตเสียงร้องจะแห้ง ไม่มีความอิ่มของเสียง ไร้ความชุ่มฉ่ำ ขาดความลื่นไหล บางครั้งจะเหมือนว่านักร้องมีเสมหะอยู่ในลำคอตลอดเวลา เมื่อเผาได้ที่แล้ว เสียงจะเริ่มมีลีลา ฉอเลาะมากขึ้น

เสียงย่านความถี่สูง ไม่มีปลาย แห้งฝาก ขาดหางเสียง บางครั้งถึงขั้นทิ่ม เสียด แทง ออกอาการบาดหู เมื่อพ้นระยะการ run-in เสียงที่ได้จะมีปลายกังวาล อ่อนไหว พริ้วมากขึ้น เสียงจะทอดตัวได้ยาวมากขึ้น ทดลองฟังเสียงจำพวกเครื่องเคาะ ฉาบ เป็นหลัก\n\nความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านการจดบันทึกเอาไว้ เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จะรับรู้ได้ทันทีว่า Dynamic ของเสียงจะดีขึ้น Image จะขึ้นรูป และคงที่ ความหวาน ความพริ้ว ประกายของเสียงจะเริ่มออกตัวมากขึ้น ฟังดูแล้วลื่นไหลกว่าเดิมมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้น ยังต้องมีปัจจัยของ System เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย จะลืมไปไม่ได้เด็ดขาด คือ เครื่อง ห้อง และคน เสียงจะถอดตัวยาวได้มากขึ้นทั้งระบบก็มีส่วนเช่นเดียวกัน เรียกได้ว่าทุกอย่างต้อง Matching ต้องมีการวางแผนที่ดี (well-plan) คุณถึงจะได้เสียงคุณภาพสูงที่สุด ซึ่งจะมาจากการไร้ซึ่งความประณีนอมในการฟังของคุณ หรือจะเรียกอีกนัยว่าไม่ยอมให้เสียงไม่ดีออกมาเป็นอันขาด กลุ่มคนเหล่านี้คือเหล่า Audiophile ทั้งหลายนั่นเอง

หมายเหตุ – หากงานเขียนขาดความประติดประต่อไปบ้าง ต้องขออภัยเนื่องจากยังไม่ได้ลงมือเรื่องของการ Matching system เสียที เลยจับเอาประเด็นที่น่าสนใจมาเขียน เรียกน้ำย่อยไปชั่วคราวก่อน ถ้าหลงเข้ามาอ่านแล้วก็ติดตามไปเรื่อยๆนะครับ

Let’s Music Entertain Us

This entry was posted on Tuesday, March 24th, 2009 at 1:12 pm and is filed under Audiophile, Hifi. You can follow any responses to this entry through the RSS 2.0 feed. You can leave a response, or trackback from your own site.